วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2550

sequence กับการแปรอักษร

หลังนั่งคิดๆไปเรื่อยๆ ว่าอะไรที่เราสามารถทำข้ามๆได้โดยไม่มีผลอะไร อย่างเราทำอยู่ที่ 1 แล้วทำ 4 ต่อเลยโดยไม่มีผล อยู่ๆก็มีเรื่องแปรอักษรเข้ามาในหัวเฉยเลยก็เลยลองหาข้อมูลดู เพื่อจะมีอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้บ้าง

แปรอักษร

การแปรอักษร ต้องใช้คนทั้งหมด 2,300 คน
แสตนด์มีแถวตอนทั้งหมด 100 แถว ก็แบ่งเป็น แถวแนวนอน a b c d ไปอีก 23 แถวล่ะมัง
อืม (นับๆ) ถ้างั้นก็จะมีแถว a-w ^^

เราอยู่แถว E 12

แต่ก่อนตอนเด็กๆ ดูงานบอลจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ทางทีวีแล้ว ก็นึกว่า ที่เขาแปรอักษรได้เลิศหรูอลังการขนาดนั้น คงจะซ้อมกันเป็นเดือนๆแน่ๆเลย

พอได้มาอยู่บนแสตนด์แล้ว ถึงรู้ว่า XD เปล่าเลย พี่เขาแจกใบโค้ดมาแล้วอธิบายวิธีอ่านโค้ด ให้เข้าใจ จากนั้นก็ ลงมือแปรอักษรกันทันที!! ซ้อมอะไร~ไม่ต้อง~~

สรุปก็คือ พวกเราที่ขึ้นแสตนด์แค่ทำตามที่พี่เขาว่าเท่านั้นเอง ที่ต้องนับถือคือพวกชมรมเชียร์นี่แหล่ะ เก่งจริงๆ >
/me ปรบมือให้

เอาล่ะ มาดูกันดีกว่าว่า โค้ดแปรอักษรที่พี่เขาคิดขึ้นมาเนี่ย มีอะไรบ้าง

โค้ด 1:1
ใช้กระดาษสีแผ่นใหญ่ 1 แผ่นยกขึ้นมา ใช้ทำเป็นคำพูดสั้นๆ
















โค้ดโต้ตอบ
ใช้ร่มสีฟ้า หุบ-กาง
















โค้ดต่อเนื่อง
ก็คล้ายกับโค้ด 1:1 น่ะแหล่ะ แต่ใช้กระดาษสีเดียว โดยพี่เขาจะนับ 1-10 ถ้าใครในช่องเลขไหนมีเขียนไว้ว่าให้ยกก็ยก ใครม่มีก็เอาลง เช่น ช่องที่ 1 เรามี พอพี่นับ 1 เราก็ยก พอพี่นับ 2 แล้ว ช่องที่ 2 เราไม่มี ก็เอาลง จะเปิดเป็นคำชุดอ่านต่อๆกัน อาจเป็นกลอนหรือโคลง
















โค้ด MP
MP ย่อมาจาก Movie Picture ใช้ร่มหุบ-กาง คล้ายๆกับโค้ดต่อเนื่อง เพียงแต่อันนี้พี่นับ 1-100 เลย แล้วตัวอักษรมันจะเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆคล้ายไฟวิ่ง

โค้ด BAKA
ไปอ่านได้ในหัวข้อ BOOM BAKA
XD

โค้ด 1:16
นี่ล่ะ จุดเด่นของแสตนด์เลย
ใช้โครงเหล็กในการเปิด โดยโครงเหล็ก 1 อัน จะประกอบไปด้วยสมุดสี 16 เล่มทั้ง 2 ด้าน และสมุดสีแต่ละเล่มจะมี 30 สี หน้าละสี มีตัวเลขบอกรหัสสีกำกับไว้ ใช้เปิดภาพที่ละเอียด เน้นความสวยงาม




















หน้าตาของเพลท 1:16













อยากบอกว่า พลิคเพลทกันมือเป็นปลาหมึก!!

พอแปรอักษรเป็นรูปๆนึงแล้ว ใช่ว่าเราจะยกมันวางบนตักไว้เฉยๆนะ บอกแล้วใช่มั้ยว่า สมุดสีมี 2 ด้าน...นั่นแหล่ะ ระหว่างยกโชว์ด้านหน้า ด้านหลังก็พลิกค้ดต่อไปอย่างเอาเป็นเอาตาย


ที่มาข้อมูล http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=firodendon&date=27-01-2005&group=1&gblog=6

ทบทวนกับ seq ของการขึ้นตึก

หลังจากไม่มีอะไรดีขึ้นกับการเสนอที่ผ่านๆมา ทำให้ผมต้องกลับไปทบทวนตั้งแต่เริ่มต้นใหม่ seq ของการขึ้นอาคารเรียน

seq แรก





seq ต่อมา





ทั้งสอง seq ความห่างของชั้นเท่ากัน คือ 4 ชั้น แต่การเลือกทางไปจะทำให้เร็วขึ้น
seq แรก เราจะผ่าน 1 2 3 4 เราต้องเริ่มจากแรกและผ่านทุกอย่างใน seq นั้นจนถึงเป้าหมาย
seq สอง เราจะผ่าน 1 และไปถึงเป้าหมายที่จะไปเลย โดยไม่ได้ผ่านระหว่างทางที่จะไป 2 3 ทำให้เราไม่รู้หรือไม่มีประสบการณ์ในชั้นที่ไม่เคยไป

ประเด็น - ความห่างของชั้นที่เท่ากัน
- ระยะทางเป็นแนวตรง และ เฉียง
- เวลาของทางที่เลือกว่าจะไปทางไหนก็จะใช้เวลาไม่เท่ากัน

ตัวอย่าง





























จากที่ได้สังเกตุในตึกเดียวกันทุกอย่างได้ถูกควบคุมโดยปัจจัยเดียวกันคือปริมาณพื้นในตึกที่เท่ากันแต่จะขึ้นอยู่กับการเลือกทางที่จะไปมากกว่า ถ้าทางเดินที่ตรงจากพื้นถึงจุดมุ่งหมาย จะทำให้ลดพื้นที่ได้ทางที่สั้น แต่ถ้าทางที่เลือกมีความเอียงก็จะทำให้ระยะทางเพิ่มขึ้น และอีกอย่างคือระบบกลไกที่เข้ามาช่วยทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

กลไกของสิ่งที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์

ทุกๆวันเห็นผู้คนมากมาย ใช้ชีวิตในแต่ละวัน
คนส่วนมากอาจลืมคำว่าชีวิตไปแล้วก็ได้ ว่าจริงๆชีวิตคืออะไร
เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรและชีวิตต้องการอะไร
ผมเห็นมนุษย์เป็นแค่ก้อนเนื้อที่เคลื่อนที่ได้และทำหลายๆอย่างโดยมีกลไกต่างๆควบคุมอยู่
พอมีแสงสว่างในแต่ละวัน เราก็จะเห็นผู้คนมากหน้าหลายตาออกเดินทาง
และด้วยความเร่งรีบ ทำให้เกิดการแข่งขัน
เพื่อไปให้ทันเวลาเข้างานในตอนเช้า
พอตกเที่ยงผู้คนก็ออกมาจากบริษัท ตึกแถวต่างๆ เรียงรายไปหาที่กินอาหาร
ทำให้ถนนในเมืองกลับมาอึดอัดอีกครั้ง
และด้วยเวลาพักที่จำกัด
ทำให้ทุกๆคนต้องเร่งรีบและมองข้ามความมีน้ำใจ การแบ่งบัน
และพอตกเย็นทุกคนก็ได้เวลากลับบ้าน ก็จะกลับกันอย่างตรงเวลาเพราะส่วนมากทำงานเพราะเงิน
ทำให้ทุกคนเฝ้ารอเวลานี้ทั้งวัน จะมีสักกี่คนที่จะได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบและรัก
เพราะเหตุนี้ทำให้ทุกชีวิตมีการแข่งขัน มีความเริ่งรีบ
ทำให้ทุกคนมองเห็นความงามบนโลก
ใบนี้น้อยลง
เมื่อเราเดินเร็วเราก็จะเห็นสิ่งต่างๆระหว่างทางน้อยลง...ทุกที
และนี่ก็คงเป็นกลไกของก้อนเนื้อ ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์
และทุกๆวันก็ดำเนินอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง
ในเมื่อความต้องการของมนุษย์ " ไม่มีคำว่าพอ "


ขอให้ทุกคนมีความสุขกับหนึ่งชีวิต ที่มันเป็นของเราเองและจงทำในสิ่งที่ภายในตัวเราต้องการ
แต่สิ่งนั้นจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ทำก่อนจะไม่มีโอกาศได้ทำอีก

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

sequence กับประเด็นการขึ้นตึก III

แบบที่ 1








สื่อที่จะมาทำเป็นงาน หนังสือ 1 เล่ม








ทำกล่องรูปหนังสือ ตรงกลางเล่มมีช่องใส่หนังสืออีกเล่ม หน้าแรกคือเรื่องย่อที่เราจะสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้เลยว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร ส่วนหนังสือที่อยู่ตรงกลางเป็นเรื่องเต็มให้อ่าน ทำขึ้นเพื่อทำให้รู้ว่าการอ่านเรื่องย่อก็ทำให้เราเข้าใจเรื่องนั้นได้ แต่ถ้าเราได้อ่านเรื่องเต็มจะทำให้เราจินตนาการไปกับบรรยากาศที่เรื่องๆนั้นมี เราจะรู้สึกถึงอารมณ์ในในเรื่องนั้น ตรงนี้คงเป็นข้อแตกต่างระหว่างเรื่องย่อกับเรื่องเต็ม ทั้งสองอย่างทำให้เราถึงจุดหมายได้เหมือนกัน แต่การที่เราเลือกที่จะเก็บรายละเอียดระหว่างทางไปเรื่อยๆ เราจะได้สัมผัสความงามระหว่างทาง ทางลัดถ้าจำเป็นก็ใช้ได้แต่ถ้าใช้มากจะทำให้เราลืมความงามบางอย่างไป ส่วนในเรื่องเนื้อหาจะนำนวนิยายมาใช้ในการทำ

แบบที่ 2









สื่อที่จะมาทำเป็นงาน หนังสือ 1 เล่ม







ทำกล่องรูปหนังสือจะมีเรื่องย่ออยู่ด้านหน้าและจะมีซีดีอยู่ในเล่ม ซีดีจะเป็นเรื่องเต็ม เราต้องดูตั้งแต่แรกจนจบโดยมีภาพ เสียง บรรยากาศ ดูหนังใช้เวลา 2-3 ชั่งโมง แต่ถ้าเรารีบก็อ่านเรื่องย่อก็ได้ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที แต่เราจะเข้าใจเรื่องแต่จะไม่ได้รับบรรยากาศ อารมณ์ ความรู้สึกเท่าไร

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

sequence กับประเด็นการขึ้นตึก II

จากประเด็นเดิม ทางลัด ถ้าเราใช้มากอาจทำให้เราลืมความงามระหว่างทางในที่ ที่เราไม่เคยผ่าน






เหมือนการที่เราไปแต่ชั้น 1 กับ 4 โดยที่ไม่เคยเห็นเลยว่าชั้น 2และ3 เป็นอย่างไง
เลยจะทำแผ่นพับ กับ กระดาษที่เป็นใบเดียวหลายๆใบ
แผ่นพับ กับการขึ้นบันได
กระดาษที่เป็นใบเดียวหลายๆใบ กับการขึ้นลิฟ


ขึ้นบันได












การที่เราเลือกดูแค่อันไหนอันเดียวอาจทำให้เราเข้าใจผิดหรือเห็นความงามไม่หมด
วิธีใช้ ต้องผ่านการไล่ไปทีละหน้าโดยที่เราเป็นตัวกำหนดว่าหน้าไหนไปหน้าไหนต่อ


ขึ้นลิฟ














วิธีใช้ เป็นการเลือกที่ละใบจากในปิกที่มีอยู่ ถ้าเราเลือกมา 1 ใบแล้วเราไม่ดูอันอื่นๆเราก็อาจเข้าใจผิด
คิดว่าเป็นเรื่องที่เราเลือกได้แต่จริงๆในปิกมีหลายๆรูปแต่อยู่ในเรื่องเดียวกันอยู่
อย่างเรื่องสุขภาพที่ได้กล่าวไว้ก่อนบทความนี้

เสนอวันอังคารที่ 10 กค 50
สรุป
- งานน่าจะเป็นชิ้นเดียว เพราะการขึ้นตึกไม่ว่าจะขึ้นด้วยวิธีไหน
ก็อยู่ตึกเดียวกัน ความงามที่หายก็อยู่ในตึก แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะไปทางไหนของการขึ้นตึก

- ต้องหาสื่อใหม่ที่เข้ากับงาน แผนพับยังไม่เด่นพอที่จะนำมาทำเป็นงาน
กระดาษหลายๆแผ่น ยังไม่ตรงกับการขึ้นลิฟมันจะไปในทางการสุ่มมากกว่า

- ในบางครั้งถ้ารีบก็ใช้ทางลัดก็ได้ แต่ถ้าใช้บ่อยๆเราก็จะไม่ได้เห็นความงามระหว่างทาง

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

sequence กับประเด็นการขึ้นตึก I

จากที่ได้เสนอเรื่องการขึ้นตึกหรืออาคาร จึงได้คิดว่าจะทำไงเพื่อให้งานอธิบาย sequence จึงจะทำหนังสือ 1 เล่ม
ที่ไม่บอกว่าเป็นหนังสืออะไร แต่จะมีกระดาษขั้นหน้าไว้ 3 สี

ตัวอย่าง สีแรกเป็นเรื่องเพศ
สีที่สองเป็นเรื่องอาหารการกิน
สีที่สามเป็นเรื่องการออกกำลังกาย








เป็นหนังสือสุขภาพ ถ้าเราเลือกอ่านเฉพาะสีเราจะเข้าใจว่าเป็นเป็นเรื่องนั้นไป
เหมือนการขึ้นลิฟ

1 - - - - 6 , 1 - - - 5 - , 1 - 3 - - -

แต่ถ้าเราอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนจบเล่มเราจะเข้าใจเรื่องสุขภาพอย่างรอบด้านตามที่หนังสือเขียนไว้ทั้งหมด

1 - 2 - 3 - 4 - 6

เพราะผมคิดกับประเด็น จนได้คำว่า "ทางลัด" มาเหมือนการขึ้นลิฟถ้าเรามาจากชั้น 1 ไปชั้น 6 ทุกๆวัน
โดยที่เราไม่เคยไปชั้นอื่นๆ เราก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าชั้นอื่นๆมีอะไรบ้างเหมือนกับชั้นที่เราอยู่หรือเปล่า
เหมือนงานถ้าไม่อ่านตั้งแต่เริ่มจนจบเราก็อาจ เข้าใจผิดก็ได้ ว่าหนังสืออะไร

เสนอวันอังคารที่ 3 ก.ค.50 แต่ไม่ได้ลง
สรุป อาจารย์ทั้งสองท่านได้ให้ความเห็นว่า สิ่งที่จะทำจะเป็นในด้านภาษาศาสตร์มากกว่าและประเด็น sequence
ถูกลดค่าความสำคัญลงมา ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าจะนำเรื่องมาต้องเขียนและเรียบเรียงเองมันเลยไกลจากการออกแบบไป
ผมคิดว่าจะหาเรื่องมาแต่ก็มีความคิดว่ามันจะลำบากและจะทำให้กลมกลืนยาก

จากที่ถูกวิจารณ์ก็คิดว่าก็จริง sequence ถูกลดบทบาทลง เราให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องที่จะเอามาทำมากเกินไป
ก็ต้องคิดต่อไปอีกว่าจะทำไง ในรูปแบบไหน

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

Sequence

Sequence ตามความหมายทั่วๆไป
การต่อเนื่องกัน,ลำดับเหตุการณ์,ลำดับ,ขั้นตอน,ไพ่ที่เรียงแต้มกัน,
เพลงสวดที่ต่อเนื่องกัน,จัดลำดับ,เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ


Sequence ในความหมายของผม
ระบบของสิ่งหนึ่งที่ภายในประกอบไปด้วยหลายๆสิ่ง แต่ละสิ่งที่อยู่ภายในจะมีความสำคัญ
และมีความหมายตลอดจนความเข้าใจในตัวมันเองเมื่อถูกจับแยกออกมา
Ex 1 2 3 4 5 ได้ถูกกำหนดโดยการไล่จำนวน ถ้าเราดึง 2 ออกมา
เราก็ยังเข้าใจได้ว่ามีค่าเท่าไร แต่มันอาจจะบอกจุดเริ่มและจุดจบไม่ได้